โปรเจคเรื่องสั้น...

posted on 06 Jan 2012 15:47 by kuo-kitsune

ClocX เดิมพันเวลา ปริศนาแห่งเทพนิยาย

 

บทประเดิม : เวลาที่เริ่มเดินอย่างช้าๆ

เวลา...เดินไปสม่ำเสมออย่างไม่มีวันหยุด มนุษย์ที่ปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่าจึงมักคิดว่ามันเดินเร็วเกินไป ทั้งๆที่มันเดินช้าๆตามจังหวะของมันแท้ๆ และยังช้าเกินไปด้วยซ้ำ

สำหรับความตาย...ที่รอคอยเหล่ามนุษย์ทั้งหลายอยู่!!

 

กลางคืนที่เงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมายังพื้นผิวของโลก ผู้คนทั่วไปต่างปิดไฟบ้านและพากันเข้านอนหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ถนนยามราตรีที่มีสีสันยิ่งกว่าตอนกลางวันและเหล่าคนทำงานกลางคืนเท่านั้นที่ยังตื่นอยู่

แน่นอนว่า...โรงเรียนมัธยมเอง ก็ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายนั้น

“น..นี่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเอาไม่ได้หรอ? บีม!?” เสียงใสที่สั่นเครือกล่าวพลางดึงแขนเสื้อเพื่อนอีกคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ไฟฉายในมือส่ายไปมาเนื่องจากความหวาดกลัวโรงเรียนยามค่ำคืนที่มีอยู่เต็มหัวใจ

“อย่าปอดแหกน่ายัยวิว! การบ้านต้องส่งพรุ่งนี้ ขืนมาเอาพรุ่งนี้ก็ไม่มีส่งน่ะสิยะ!”

“ไว้เธอค่อยมาลอกฉันตอนเช้าก็ได้นี่!”

“เธอโง่รึเปล่าห๊ะ! ก็รู้อยู่ว่าการบ้านของยัยเจ้สุดาลอกกันไม่ได้ เพราะเจ้แกรู้ทันทีว่าใครลอกใครน่ะ!” คิดแล้วเธอเองก็หงุดหงิดไม่น้อย ที่ดันลืมสมุดการบ้านที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้าไว้ที่โรงเรียน แถมนึกขึ้นได้ตอนสี่ทุ่มกว่าๆ! เลยต้องโทรไปตามยัยคนขี้กลัวข้างๆนี่มาเป็นเพื่อนด้วย

...เธอไม่ได้กลัวหรอกนะ แค่มีสองหัวมันดีกว่าหัวเดียวเท่านั้นแหละ!...

กึกๆ

“บ..บีม เธอได้ยินเสียงอะไรมั้ย?”

“ไม่เห็นได้ยินเลย! เธอหูฝาดแล้ว!...อ๊ะ! เจอแล้วสมุดฉัน!” เด็กสาวร้องขึ้นด้วยความยินดีที่ในที่สุดเธอก็ได้ในสิ่งที่ต้องการเสียที แต่เมื่อหันหลังกลับมาเพื่อจะเรียกเพื่อนสาวให้กลับบ้านเธอก็ต้องพบกับ

“กรี๊ดดด!!!” ใบหน้านองเลือดของคนที่มาด้วยลอยอยู่ใกล้ๆในสภาพไร้ร่างกาย ดวงตาสองข้างเบิกโพลงบ่งบอกได้อย่างดีว่าก่อนตาย เจ้าหล่อนหวาดกลัวมากมายเพียงไร และไม่ทันที่เธอจะได้ร้องเรียกให้ใครมาช่วย ขวานเล่มโตก็หวดลงมาใส่

หยั่งงี้ที่จู่ๆเสียงยัยวิวเงียบหายไปเป็นเพราะ...

ปึ่ก! กึกๆ

“เฮ้! ถ้ายังไม่อยากตายก็ลุกจากตรงนั้นไปได้แล้ว” เสียงสดใสเหมือนเด็กกล่าวกับเธอในขณะที่มือเรียวยกขึ้นขัดด้ามขวานด้วยท่าทางสบายๆก่อนจะออกแรงเตะผู้ร้ายลงไปนอนกองกับพื้น มันสะดุ้งสุดตัวคว้าขวานแล้วรีบลุกขึ้นเตรียมจะกระโจนหนี

“บอกให้ออกไปไง! อยากตายนักเรอะ!?” สำทับมาอีกทีเมื่อเห็นว่าเธอยังคงนั่งนิ่งเหมือนคนสติหลุด เด็กสาวจึงรวบรวมความกล้าแล้ววิ่งออกจากห้องมาทันที โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองว่าใครที่มาช่วยเธอ

“หึๆ...คุณกระต่ายขาว ก่อเรื่องอีกแล้วงั้นรึ?” รอยยิ้มแสยะบังเกิดขึ้นในความมืด ดวงตาสีอ่อนวาววับราวกับสัตว์ป่า ก่อนที่ร่างเล็กเพรียวบางที่คล่องแคล่วปราดเปรียวราวกับแมวนั้นจะดีดตัวหายกลืนไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน

เหลือเพียง ‘หัว’ ของเด็กสาวไร้ร่าง ที่รอคอยคนมาพบเจอในยามเช้าเท่านั้น

 

โรงเรียนมัธยมสาธิตในเช้านี้คึกคักเหมือนเช่นทุกวัน แต่ที่ต่างออกไปก็คือ รถตำรวจและรายการทีวีที่จอดเต็มโรงเรียน กล้องและนักข่าวที่วิ่งสัมภาษณ์ผอ.โรงเรียนจ้าละหวั่น และที่สำคัญ ไทยมุงที่ยืนล้อมกรอบดู ‘ศพ’ เด็กสาวคนหนึ่ง

“เช้านี้ที่โรงเรียนสาธิตเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ภารโรงชายของโรงเรียนพบศพเด็กสาวคนหนึ่งนามสมมติเด็กหญิงA มีเพียงร่างกายในชุดไปรเวทที่ไร้ศรีษะ คาดว่าเธอคงแอบเข้ามาในโรงเรียนตอนกลางคืนเพื่อหาของบางอย่าง และต่อมาในเวลาแปดนาฬิกา ภารโรงหญิงของโรงเรียนที่เข้าไปทำความสะอาดห้องเรียนก็พบศีษระที่หายไปของเด็กสาวในตึกเรียนมัธยมต้นชั้นสาม อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังไม่มุ่งเป้าประเด็นไปที่การฆาตกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเป็นได้ทั้งอุบัติเหตุ เนื่องจากกระจกในห้องนั้นแตกและที่เศษกระจกก็มีรอยเลือดของผู้ตายค่ะ รายงานโดย...” เสียงเจื้อยแจ้วของผู้ประกาศข่าวสาวทำให้เด็กสาวคนหนึ่งที่พยายามเดินเลี่ยงฝูงชนอยู่ถึงกับสะดุ้ง เพราะเธอรู้ดีถึงสาเหตุที่เด็กคนนั้นต้องมาโรงเรียน

“บีม! รู้ข่าวเรื่องยัยวิวรึยัง!?” เมื่อเพื่อนในห้องคนหนึ่งทักขึ้นเธอจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“อ...อืม รู้แล้ว...”

“แกคงตกใจมากสินะ...แกสนิทกับวิวที่สุดนี่นา” ไม่ใช่แค่ตกใจหรอก เด็กสาวคิด เธอยังจำเจ้าของดวงตาสีดำสนิทที่ถือหัวของเพื่อนสาวไว้ได้เป็นอย่างดี หากสติเธอไม่มีละก็ คงได้โดนมันฆ่าตายไปอีกคนแล้วล่ะ...ใช่! ถ้าไม่ได้เด็กคนนั้นมาช่วย เธอเองก็คงไม่รอดเช่นกัน ว่าแต่...เด็กคนนั้นเป็นใครกันนะ?

“ที่นี่แหละ...แซนด์” เด็กหนุ่มคนหนึ่งชี้ไปที่รั้วโรงเรียนสาธิตด้วยอาการง่วงซึม เนื่องจากโดนชายหนุ่มผมดำข้างตัวปลุกแต่เช้า แถมยังลากเขาให้มาหาสถานที่เกิดเหตุที่ดูจากข่าวเสียอีก มือเรียวควงนาฬิกาโบราณที่เข็มไม่ขยับและตายสนิทเล่น

...ยังไม่ได้แต่งตัวเลยแท้ๆ...

คิดในใจเงียบๆแต่ก็ไม่ได้เถียงออกไป เพราะสภาพปัจจุบันที่เขาเป็นอยู่ก็เรียบร้อยดี แต่ที่ทำให้ขาดความมั่นใจไปก็คือ

เขาไม่ได้ทำงานอดิเรกของตัวเองในเช้านี้...มันจึงเป็นเช้าที่แย่ที่สุด

“ฮ้าว~ งั้นฉันกลับไปนอนนะ!” ว่าจบก็เตรียมเดินกลับไปทางเก่าที่เพิ่งเดินมา แต่ทันทีที่ก้าวไปได้แค่ครึ่งก้าว มือหนาของร่างสูงข้างๆก็คว้าเข้าที่คอเสื้อซะก่อน

หมับ!

“ไม่ต้องเลย เมื่อคืนที่แกหายไปก็มาที่นี่สินะ...เจอ ‘กระต่ายขาว’ รึเปล่า?” เสียงเข้มถามพร้อมดวงตาสีน้ำตาลที่หันมาคาดคั้นอย่างเอาคำตอบ เด็กหนุ่มเบ้ปากเล็กน้อยเหมือนไม่อยากตอบจึงโดนสำทับอีกครั้ง “ลูอิส!”

 “ไม่เจอ! แต่มีร่องรอยเหลืออยู่นิดหน่อย” สองมือยกขึ้นเหนือหัวเป็นสัญญาณการยอมแพ้ แซนด์จึงปล่อยคอเสื้อเจ้าตัวแสบลงกับพื้นก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกพลางครุ่นคิด “หมายความว่าไง?”

“ฉันไม่เห็นหน้าคนร้ายหรอกนะ...แต่ยังไงนั่นก็ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าถามว่าใครสร้างเจ้าพวกนั้นขึ้นมา นายนั่นแหละที่จะต้องเป็นคนหาคำตอบ..แซนด์!” ดวงตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียวของเจ้าตัวเล็กวาววับราวกับถูกใจในเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก รอยยิ้มแสยะที่ดูน่าสยองฉายชัดบนริมฝีปากบาง ราวกับปิศาจลงสิงเด็กหนุ่มที่เซื่องซึมเมื่อครู่จนดูเป็นคนละคนไปได้ภายในพริบตา

“อย่าบอกนะว่าที่นายไปช่วยเด็กคนนั้น...” ร่างสูงอ้าปากค้าง เมื่อเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“เอ้า! ได้เวลาเดิมพันแล้วแซนด์ ...นาฬิกาเริ่มเดินแล้วนะ” นาฬิกาพกแบบโบราณที่มีฝาพับเปิดปิดถูกชูขึ้นมาให้เห็นหน้าปัด เข็มยาวสีแดงที่เป็นเข็มวินาทีเริ่มขยับหลังจากที่นอนนิ่งตายสนิทมาตลอด

“ก่อนจะทำสัญญา ฉันขอถามอะไรสักอย่าง... ‘กระต่ายขาว’ เกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่มั้ย?” เขาไม่ใช่คนดีพอที่จะเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นฟรีๆ แน่นอน! เจ้าเตี้ยสุดอันตรายนี่ก็เช่นกัน แต่ถ้าหากเข้าไปยุ่งแล้วล่ะก็ พวกเขาจะต้องไม่เหนื่อยฟรี!!! ลูอิสไม่ตอบแต่พยักหน้าลงช้าๆ แกว่งนาฬิกาในมือเล่นอย่างน่าหวาดเสียวว่ามันจะตกลงมาแตก เด็กหนุ่มค่อยๆเลียริมฝีปาก เป็นอาการที่แซนด์รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องรีบเสียแล้ว

“ห้าชั่วโมง! ขอเวลาห้าชั่วโมง!” มันส่ายหน้าก่อนจะยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว

...ได้แค่สามชั่วโมงงั้นหรอ? ข้อมูลก็ไม่มี แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย?...

“ก็ได้! สามก็สาม! ถ้าฉันยังหา ‘ราก’ ไม่เจอนายเอาวิญญาณเด็กคนนั้นไปได้เลย!!” ราวกับเป็นการผูกมัดคำสัญญา แสงสว่างสีฟ้าจ้าขึ้นมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกกลืนหายเข้าไปในนาฬิกานั้น คนตัวเล็กยิ้มพรายอย่างพอใจก่อนจะชี้นิ้วไปทางตึกเรียนมัธยมต้น

“ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ยัยเด็กที่ฉันช่วยไว้เมื่อคืนนี้...หึๆ ขอให้ไขปริศนาได้ไวๆนะ มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก” ทิ้งท้ายด้วยประโยคชวนโมโห แล้วก็กระโดดหายไปเสียเฉยๆ ทิ้งชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่ต้องรับเคราะห์กลายเป็นคนไขคดีนี้อย่างไม่มีใครขอจนได้

…ต้องไปหา เด็กคนนั้นสินะ...

 

ก่อนจะไปหาเป้าหมายที่ว่านั้น เขาต้องไปจัดการหาข้อมูลยิบย่อยเสียก่อน เพราะความงี่เง่าของเขาเอง ที่ลากลูอิสมาที่นี่โดยไม่ได้หาข้อมูลอะไรไว้เลย เพียงแค่เห็นเงา ‘กระต่ายขาว’ แว๊บๆในทีวีเท่านั้น

...แต่เพียงแค่นั้น มันก็ทำให้เขาแทบจะวิ่งมาได้แล้ว...

เพราะมันเป็นเป้าหมายเดียวที่จะช่วยให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงได้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม

“เฮ้อ! มัวแต่รำพึงรำพันเดี๋ยวก็เสร็จเจ้านั่นกันพอดี” เลิกนึกถึงเรื่องเก่าๆก่อนจะลงมืออย่างจริงจังเสียที เริ่มจากการไปซักรายละเอียดกับบุคคลสำคัญที่น่าจะรู้เรื่องเมื่อคืนดีที่สุด...ยามหน้าโรงเรียน!!

“เมื่อคืนหรอครับ?” ชายวัยกลางคนทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกวักมือเรียกคนหนุ่มอีกคนที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่ในป้อม “เฮ้ย! ไอ้ป่อม! มาบอกคุณเค้าซิ! เมื่อคืนเอ็งเป็นคนเข้าเวรนี่!” แซนด์มองตามสายตาลุงแกไปเล็กน้อย จึงมองเห็นเจ้าหนุ่มคนที่ว่าดูแล้วอายุราวๆยี่สิบต้นๆเหมือนเพิ่งเรียนจบหรืออาจจะไม่ได้เรียน รูปร่างผอมบางเล็กน้อยแต่ก็ยังมีกล้ามเนื้อให้เห็นอยู่บ้าง นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่

“หือ? ลุงเรียกผมหรอ?” เขาเงยหน้าจากการ์ตูนในมือขึ้นมามองเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงไปอ่านต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“เมื่อคืนนี้มีเด็กสองคนมาที่นี่ครับ เธอมาถามหาสมุดอะไรซักอย่างกับผมเหมือนกัน แต่เด็กคนนั้นอาจจะตายตอนเช้านี้ก็ได้นะครับ เพราะเมื่อคืนผมไม่เห็นใครเข้ามาหลังจากนั้นเลย แถมผมออกเวรตอนเที่ยงคืนซะด้วยสิ” คำให้การฟังดูแล้วขัดๆกับที่พวกตำรวจสันนิษฐานกันอยู่เล็กน้อย แต่แซนด์ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรไปมากกว่านั้น เขาตั้งใจมุ่งประเด็นไปที่เด็กที่ยังมีชีวิตรอดอยู่มากกว่า เพราะเธอนั่นแหละ ที่จะเป็นรายต่อไป อีกอย่างแซนด์ไม่ได้ตามหาคนร้าย เขาเพียงแค่ตามหารากต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่ถูกใช้ให้มาก่อคดีเท่านั้น และถ้าจะให้ดีก็คงต้องรีบหน่อยเพราะนาฬิกาไม่เคยหยุดพัก

และเขา...ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมงแล้วด้วย

ตามที่ลูอิสบอกมามันลงมือในห้องเรียน แน่นอนว่าหมอนั่นไม่มีทางโกหก เพราะเจ้าตัวแสบไม่สามารถพูดเท็จกับเขาได้ นั่นเป็นข้อตกลงที่แลกมาหลังทำสัญญา รวมไปถึงความสามารถพิเศษที่เขาต้อง...

“พึ่งสินะ!” จู่ๆเจ้าตัวแสบที่เขากำลังนึกถึงก็โผล่พรวดขึ้นมาจากหน้าต่างชั้นสาม ชายหนุ่มเผลอสะดุ้งเล็กน้อยเป็นอาการของคนปกติ

“โผล่มาดีๆบ้างจะได้มั้ย? ลูอิส!” อดเอ็ดเจ้าตัวเล็กไม่ได้ถึงแม้ว่าเขาจะชินบ้างแล้วก็ตาม แต่คนอื่นมันไม่ชินแบบเขาด้วยน่ะสิ แล้วดูสภาพมัน! ชุดกระโปรงวันพีชผ้าชีฟองสีฟ้าแบบมีระบายที่ปลายแขนตุ๊กตา กับวิกผมสีบลอนด์ทองยาวสยายเคลียร์ไหล่มน ดวงตาสีดำที่อ่อนกว่าคนปกติจนกลายเป็นสีเทาดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างน่าประหลาด เจ้าบ้านี่ทำนิสัยเสียอีกแล้ว...ทั้งๆที่เป็นเด็กผู้ชายแท้ๆ แต่กลับชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง ด้วยรสนิยมแปลกประหลาดที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นงานอดิเรก แถมมันยังแต่งขึ้นซะด้วย! จนผู้หญิงหลายๆคนที่เขารู้จักยังอายม้วนเลยทีเดียว ตกลงที่หายหัวไปเนี่ย วิ่งกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดมาสินะ

“ชิ! ถ้านายไม่ลากฉันมาแต่เช้าก็ไม่โผล่มาให้ตกใจเล่นแบบนี้หรอก!” มันยังจะมีหน้ามาโทษว่าเป็นความผิดของเขาอีก

“ฉันพอจะรู้จุดประสงค์ของเด็กพวกนั้นที่แอบเข้าโรงเรียนตอนกลางคืนแล้ว เหลือแค่ ‘คนสร้างแรงจูงใจ’ เท่านั้นแหละ”

“เก่งนี่...ยังไม่ถึงชั่วโมงเลย แต่แค่คนสร้างแรงจูงใจน่ะ ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ ที่นายต้องหาคือ ‘ราก’ ต่างหาก” รอยยิ้มน้อยๆถูกแต้มประดับบนใบหน้าขาว ทำให้ดูละมุนราวกับเด็กผู้หญิงจริงๆ จนแซนด์ต้องท่องไว้ในใจว่า

เจ้าตัวอันตรายนี่เป็นตัวผู้!!!

“แล้ว...นายจะใช้อะไรฉัน?” มันถามขึ้นอีกครั้งในขณะที่เขาพยายามข่มใจใช้ความคิดและเหตุผลของตัวเองแบบสุดกู่ นั่นทำให้ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าต้องการอะไร

“ก่อนอื่น ไปหาเด็กคนนั้นกัน!!”

 

ตึกมัทธยมต้นดูคึกคักขึ้นมาทันทีเมื่อห้องเรียนชั้นม.สามห้องสองมีรายการทีวีมาถ่ายทำ แต่ไม่ใช่รายกายเกมโชว์หรือสารคดีอะไรหรอก เป็นข่าวฆาตกรรมนองเลือดต่างหาก จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมีป้ายสีเหลืองที่เขียนว่า keep out กางอยู่รอบๆบริเวณนั้น กันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพยายามตรวจสอบสาเหตุกันอย่างเต็มที่ แต่มีหรือที่จะห้ามพวกนักข่าวได้

“ขออนุญาตสัมภาษณ์หน่อยค่ะ”

“มันขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่นะคุณ รีบๆถอยออกไปได้แล้ว” ชายหนุ่มยืนฟังประโยคสนทนาพวกนั้นแล้วเดินเลี่ยงออกมาทันที ที่เขาตามหาไม่ใช่ร่องรอยคนร้าย รึว่าหลักฐาน เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปพัวพันกับคนน่ารำคาญพวกนั้น

“แซนด์...หลังเสา” คนตัวเล็กกว่าสะกิดที่แขนก่อนจะชี้ให้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ใกล้กับบันได

ทำไมตอนเดินขึ้นมาเขาไม่เห็นนะ?

“ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้มั้ย?” เสียงทุ้มต่ำที่ไม่คุ้นเคยเรียกเด็กสาวให้หันไปมองแล้วนิ่งค้างไปหลายวิ เมื่อคนตรงหน้าที่เรียกเธอนั้นมีรูปร่างหน้าตาราวกับนายแบบที่หลุดมาจากนิตยสารซักเล่มก็มิปาน ผมสีดำขลับตัดสั้นระคอรับกับดวงตาสีน้ำตาลแบบคนเอเชียตะวันออกชัดเจน เขาต้องเป็นลูกครึ่งแน่ แล้วก็ไม่น่าจะใช่คนไทย แต่เมื่อหันไปเจอเด็กหนุ่มในคราบสาวน้อยวัยใสอีกคนก็ทำเอาบีมแทบจะล้มทั้งยืน

ผู้หญิงอะไรจะสวยได้ขนาดนี้!!! นายแบบ นางแบบ!! พวกนี้ต้องมาจากนิตยสารอะไรซักอย่างแน่ๆ!!

“เอ่อ...ค่ะ”

“ตรงนี้ไม่สะดวก ถ้ายังไงไปคุยกันที่เงียบๆดีกว่ามั้ย?” รอยยิ้มพิมใจถูกส่งให้โดยไม่ทันตั้งตัว เด็กสาวเลยเกิดอาการหน้าแดงจนอายม้วน ผิดกับเจ้าตัวเล็กข้างๆที่แอบเบ้ปากหมั่นไส้ สันมือพิฆาตจึงฟาดใส่ด้านหลังแบบไม่ให้อีกคนได้เห็น เล่นเอาเจ็บกบาลไม่น้อย

“ชิ! มีฉันอยู่แล้วแท้ๆ อ๊า! งั้นมาทางนี้ดีกว่า ฉันเห็นม้านั่งได้ต้นไม้ข้างล่างน่ะ” เมื่อเจ้าตัวแสบยังไม่เลิกเล่นอะไรพิเรนท์ๆสมกับงานอดิเรกของมัน ดวงตาสีต้ำตาลที่เฉียบคมจึงแอบตวัดไปจ้องเขม็งสำทับอีกที ลูอิสเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง

“จะถามฉัน...เรื่องอะไรหรอคะ?” เมื่อเดินมานั่งเรียบร้อยแล้วเธอก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามเขาก่อนทันที

“เธอจำ เด็กคนนี้ได้มั้ย?” ชายหนุ่มชี้ไปที่เด็กสาวข้างตัว บีมจึงมองตามก่อนจะเผลอจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเสียมารยาท ในความรู้สึกของเธอแล้ว เด็กคนนี้มีอะไรที่เธอสู้สึกคุ้นอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออก “แล้วถ้าบอกว่ามันเป็นเด็กผู้ชายล่ะ เธอจะนึกออกมั้ย?” ไม่พูดเปล่าแต่ยังจับ       วิกผมถอดออกด้วย ร่างเล็กจึงร้องโวยวายขึ้นมาทันควัน

“แซนด์!! อย่ามายุ่งกับหัวฉันนะ!!” มือเล็กคว้าวิกสุดรักสุดหวงของตนคืนทันที ดวงตาสีเทามีแววไม่พอใจอยู่เล็กน้อยที่ร่างสูงมาปูดความลับของเขา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมยืนนิ่งๆให้เด็กสาวตรงหน้าจ้องเขาจนได้

“เธอคือ...เด็กที่ช่วยฉันเมื่อคืนนี้!!” หันกลับมาพยักหน้าให้น้อยๆแล้วนั่งลงอย่างเก่า จากนั้นแซนด์จึงเปิดประเด็นต่อ

“ช่วยเล่าเรื่องเมื่อคืนนี้ให้ฟังหน่อยได้มั้ย? ฉันคิดว่านี่...ไม่ใช่อุบัติเหตุแบบที่ตำรวจสันนิษฐานหรอกนะ” เด็กสาวเงียบไปทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากของเขา ทิ้งบรรยายกาศอึมครึมเอาไว้รอบๆโต๊ะ เธอนั่งกัดริมฝีปากล่างเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จนชายหนุ่มเกือบจะอดทนรอไม่ไหว เตรียมจะใช้ความสามารถพิเศษของเจ้าตัวเล็กเสียแล้ว แต่ก่อนที่จะได้ลงมือเธอก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“มันเป็น...ความผิดของฉันเองค่ะ ฉันเป็นคนพาเธอมาที่นี่เอง เพราะฉันลืมสมุดการบ้านไว้เลยต้องกลับมาเอา” น้ำเสียงของเธอสั่นครือยามนึกถึงสภาพของเพื่อนสาวที่เหลือเพียงแค่หัว ส่วนชายหนุ่มนิ่งเงียบไม่ถามต่อ เพราะกำลังรอฟังคำพูดต่อไป

Comment

Comment:

Tweet